>> สาระความสวย

แผลเป็นและการรักษา

แผลเป็นและการรักษา       
 
แผลเป็นเกิดจากกระบวนการหนึ่งของการรักษาแผลที่ร่างกายสร้างขึ้นซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความรำคาญใจให้หลายคนไม่น้อยและสร้างความไม่มั่นใจให้กับคุณผู้หญิงยิ่งถ้าแผลเป็นนั้นอยู่ในตำแหน่งที่คนอื่นมองเห็นชัดเจน เช่น หน้า,ขา,หลัง ก็ยิ่งเป็นกังวลต้องคอยพยายามเลือกหาตัวช่วยที่ใส่แล้วปกปิดรอยแผลเป็นไว้ดังนั้น สิ่งที่ควรรู้คือเราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “รอยแผล” เพื่อประโยชน์ในการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม
 

ประเภทของแผลเป็น

แผลเป็นสามารถแบ่งเป็นประเภทตามลักษณะของแผลที่แตกต่างกันไป ดังนี้
 
 
 
       แผลเป็นทั่วไป 
 
เกิดขึ้นจากการรักษาแผลตามธรรมชาติของร่างกาย แผลเป็นชนิดนี้แรกเริ่มมักเป็นสีแดงหรือสีคล้ำนูนขึ้นมาจากผิวหนังหลังจากนั้นจึงค่อย ๆ มีสีอ่อนและแบนลงอาจมีอาการคันบ้างเนื้อเยื่อของแผลเป็นจะถูกสร้างขึ้นเพื่อมาเติมเต็มผิวหนังส่วนที่เสียหาย จึงทำให้แผลเป็นมีขนาดใหญ่และต้องใช้เวลานานกว่าจะจางลง
 
 
 
        แผลเป็นคีลอยด์ 
 
เกิดจากการรักษาแผลที่คอลลาเจนถูกสร้างขึ้นมากผิดปกติ แม้ว่าแผลจะหายดีแล้วก็ตามแผลเป็นคีลอยด์มักมีลักษณะนูนขึ้นจากผิวหนัง ค่อนข้างเป็นมันเงา และไม่มีขนขึ้นที่แผล แผลเป็นชนิดนี้ยังมักตามมาด้วยอาการคัน เจ็บ แสบร้อน หรือหากแผลตึงและเกิดใกล้ข้อต่อก็อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวได้ด้วย
 
 
 
        แผลเป็นนูน 
 
แผลเป็นนี้คล้ายคลึงกับคีลอยด์มากทีเดียว เพราะนอกจากจะเกิดจากการผลิตคอลลาเจนรักษาแผลที่ไม่สมดุลเหมือนกันแผลเป็นนูนอาจจำกัดการเคลื่อนไหวให้ทำได้ไม่เต็มที่เหมือนปกติ เนื้อแผลเป็นหนาขึ้นกว่าเดิมจากนั้นค่อย ๆ แบนและเลือนลงในช่วงเวลา 2-5 ปี
 
 
 
        แผลเป็นจากแผลไหม้ 
 
ผิวหนังที่ถูกไหม้โดยจะทำให้ผิวหนังตึง และอาจส่งผลให้การเคลื่อนไหวบริเวณที่เกิดแผลทำได้ไม่เต็มที่ ที่น่ากลัวกว่านั้นคือแผลนี้สามารถเกิดลึกลงไปจนกระทบต่อกล้ามเนื้อและเส้นประสาทได้
 
 
 
แผลเป็นหลุมลึก  
 
ปัญหาสิวที่รุนแรงอาจทิ้งร่องรอยแผลเป็นไว้ไม่หาย นอกจากนี้ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังที่เกิดจากโรค
เช่น อีสุกอีใส ที่แม้จะรักษาจนหายดีแล้ว ก็ทิ้งรอยหลุมแผลเป็นฝากไว้ได้เช่นกัน
 
 
 

วิธีรักษาแผลเป็นให้จางลง

 

 
วิธีรักษาแผลเป็นขึ้นอยู่กับลักษณะประเภทและอายุของแผลเป็น มีหลายวิธีคือ
 
- การใช้ยาทา เป็นวิธีที่ง่ายสุด นอกจากช่วยให้แผลเป็นสีจางลงหรืออาจบางลงได้บ้างเล็กน้อยแล้ว ยังช่วยลดอาการคันได้อีกด้วย แต่การทายาต้องทานานพอสมควรจึงจะเห็นผล ยาที่ใช้ทาลดรอยแผลเป็น ก็อย่างเช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์, ยาที่เป็นซิลิโคนเจล, ยาที่มีวิตามิน E หรือวิตามิน A เป็นส่วนประกอบการปิดด้วยแผ่นซิลิโคนเจล จะช่วยลดการขยายตัวของแผลในแผลเป็นที่เป็นใหม่ ๆ ได้
 
- การฉีดด้วยยาสเตียรอยด์ ยาจะทำให้แผลเป็นยุบตัวลง โดยแพทย์จะฉีดยาให้เดือนละครั้งจนกว่าแผลจะแบนราบ ซึ่งจำนวนครั้งในการฉีดในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน ขึ้นกับความมากน้อยที่เป็น
 
- การผ่าตัด เหมาะทำในแผลเป็นที่เป็นสมบูรณ์เต็มที่แล้ว โดยแพทย์จะผ่าตัดเอาแผลเป็นเก่าออกแล้วเย็บใหม่ หรือย้ายผิวหนังมาช่วยปิดในกรณีที่แผลเป็นมีบริเวณกว้าง
 
- การฉีดสารเติมเต็ม จะทำในกรณีแผลเป็นที่เป็นรอยบุ๋ม เพื่อให้แผลเป็นตื้นขึ้น สารที่ใช้ฉีด เช่น คอลลาเจน, สาร HA (Hyaluronic acid), อาติคอล ผลอยู่ได้นานประมาณ 6 – 8 เดือน ก็ต้องมาฉีดเติมยาใหม่
 
- การสักสีผิว ในแผลเป็นที่สีเข้มกว่าหรืออ่อนกว่าสีผิวปกติ แพทย์จะใช้การ สักรักษา ในการแก้ไข โดยเลือกสีที่ใช้สักให้ใกล้เคียงกับสีผิวปกตินำมาสักที่แผลเป็น
 
- การฉายรังสี ช่วยป้องกันไม่ให้แผลเป็นนูนมากขึ้น
 
- การใช้เลเซอร์ มีทั้งเลเซอร์ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้แผลเป็นตื้นขึ้นเหมาะสำหรับแผลเป็นตื้น ๆ หรือเลเซอร์ที่ช่วยให้แผลเป็นยุบลง และลดความแดงของแผลเป็นผลัดผิวด้วย M.D. เพื่อขจัดเซลล์ผิวเก่าเพื่อสร้างเซลล์ผิวใหม่มาทดแทน เหมาะในการรักษาแผลเป็นตื้น ๆ
 
 
>>> สำหรับบริการรักษาแผลเป็นที่ พฤกษาคลินิก <<<  มีดังนี้ค่ะ 
 
- Laser Toning  
   Laser-Toning เป็นเทคโนโลยีสำหรับผู้ที่มีปัญหาจุดด่างดำ เช่น กระ ฝ้า รอยดำจากสิว สีผิวไม่สม่ำเสมอ Laser-Toning จะช่วยลดจุดด่างดำจางลง  พร้อมกับการซ่อมแซมและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมๆ กัน จึงทำให้สีผิวเสมอกันเรียบเนียน ใบหน้ากระจ่างใสขึ้น
 
- Carbon peel 
     Carbon peel เป็นเทคโนโลยีล่าสุดในการผลัดเซลล์ผิวชั้นบนด้วยเลเซอร์ พร้อมกับการซ่อมแซมและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมๆ กัน คืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิว ทำให้ผิวเต่งตึงและอ่อนนุ่ม
 
- Fractional CO2 
   Fractional CO2 เป็นเลเซอร์เปลี่ยนผิวใหม่โดยการกำจัดผิวเดิมออกด้วยลำแสงเลเซอร์ขนาดจิ๋วที่มีระบบ Scanner ทำให้มีความแม่นยำสูงในการปล่อยพลังงานลงไปได้ลึกถึงระดับที่ต้องการ สามารถเลือกบริเวณที่ทำการรักษาได้เฉพาะเจาะจง ไม่จำเป็นต้องฉีดยาชาเพราะไม่เจ็บปวดรุนแรง ระยะที่มีอาการบวมแดงสั้นเพียง 2-4 วัน หลังการเปลี่ยนผิวใหม่ ผิวจะเรียบเนียน นุ่ม และใสขึ้น รอยดำจางลง รอยแดงลดลง รูขุมขนกระชับ แผลเป็นหลุมสิวตื้นขึ้น ริ้วรอยจางลง สุขภาพผิวดีขึ้น ใบหน้าดูอ่อนเยาว์กว่าเดิม การรักษาเพียง 1-2 ครั้งผลการรักษาอยู่ได้นานกว่า 1 ปี
 
 
              อย่างไรก็ตามการดูแลรักษาแผลอย่างดีใช่ว่าจะช่วยป้องกันแผลเป็นได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เนื่องจากแนวโน้มของการเกิดแผลเป็นของแต่ละคนและแต่ละบริเวณของร่างกายนั้นแตกต่างกัน แต่เพื่อความถูกต้องและปลอดภัยให้รีบมาปรึกษาแพทย์ผิวหนังได้เลยแม้การรักษาจะไม่ทำให้แผลเป็นหายไปได้อย่างเกลี้ยงเกลา แต่ก็สามารถช่วยให้ดีขึ้นได้มากจนคุณสามารถเผยผิวเรียบเนียนได้อย่างมั่นใจขึ้นแน่นอนค่ะ